ภิกษุณีคืออะไร มีศีลกี่ข้อ อะไรบ้าง?

คำถาม ... ภิกษุณีคืออะไร มีศีลกี่ข้อ อะไรบ้าง?

เฉลย ... 
ภิกษุณีมีศีลทั้งหมด 331 ข้อ หรือ 331 สิกขาบท

ภิกษุณี หรือ ภิกขุณี คือ นักบวชในศาสนาพุทธที่เป็นเพศหญิง คำว่าภิกษุณีนี้เป็นคำเฉพาะ ใช้กับนักบวชหญิงของศาสนาพุทธเท่านั้น ไม่มีใช้ในศาสนาอื่น

การบชเป็นภิกษุณีนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยภิกษุณีท่านแรกคือ พระนางปชาบดีโคตมี ผู้เป็นมาตุฉา (น้า) และเป็นมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือ พระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้ ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่อนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นพระได้ เนื่องจากพระพุทธองค์เล็งเห็นความยุ่งยากมากมายที่จะตามมาในอนาคต อีกทั้งการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุและภิกษุณีนั้น ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการผิดพรหมจรรย์ แต่เมื่อถูกรบเร้าหลายครั้งจากพระนางปชาบดี รวมถึงการทูลขอจากพระอานนท์ซึ่งเป็นพระอนุชาและพุทธอุปัฏฐาก จึงทรงอนุญาตให้บวชได้ แต่ต้องยอมรับในครุกรรมแปดเสียก่อน โดยที่ครุกรรม 8 ประกอบด้วย

  1. ต้องเคารพภิกษุแม้จะอ่อนพรรษากว่า
  2. ต้องไม่จำพรรษาในวัดที่ไม่มีภิกษุ
  3. ต้องทำอุโบสถและรับโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
  4. เมื่อออกพรรษาต้องปวารณาตนต่อภิกษุและภิกษุณีอื่นให้ตักเตือนตน
  5. เมื่อต้องอาบัติหนัก ต้องรับมานัต (รับโทษ) จากสงฆ์สองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี ๑๕ วัน
  6. ต้องบวชจากสงฆ์ทั้งสองฝ่าย หลังจากเป็น *สิกขามานา เต็มแล้วสองปี
  7. จะด่าว่าค่อนแคะภิกษุไม่ได้
  8. ห้ามสอนภิกษุเด็ดขาด
เมื่อพระนางปชาบดีโคตมียอมรับในครุกรรม 8 แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงบวชให้ และพระนางปชาบดีโคตมีจึงกลายเป็นภิกษุณีรูปแรกของพุทธศาสนา และท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา


ภาพวาดขณะที่พระนางปชาบดีกราบทูลขอบวช


นอกจากครุกรรม 8 ที่ภิกษุณีต้องยอมรับการก่อนการบวชแล้ว ยังจะต้องปฏิบัติตามศีลหรือสิกขาบทอีก 331 ข้อด้วย ซึ่งมีจำนวนสิขาบทที่มากกว่าพระภิกษุที่มีอยู่เพียง 227 ข้อ เหตุผลก็เพื่อต้องการคัดกรองคนที่มีความตั้งใจในการบวชเพื่อศึกษาธรรมะและแสวงหาความพ้นทุกข์จริง ๆ รวมถึงกิจวัตรในการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่มากกว่าผู้ชายนั่นเอง

ศีล 331 ข้อของภิกษุณี แบ่งออกเป็น 7 หมวด ดังต่อไปนี้ ...

หมวด
จำนวนสิกขาบท
ปาราชิก 8
สังฆาทิเสส 17
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30
ปาจิตตีย์ 166
ปาฏิเทสนียะ 8
เสขิยะ 75
อธิกรณสมถะ 7

ส่วนโทษของการกระทำผิดวินัยสงฆ์นั้นก็เหมือนกับพระภิกษุ นั่นคือ ถ้ากระทำผิดปาราชิกต้องขาดจากความเป็นภิกษุณีและกลับมาบวชใหม่ไม่ได้ ส่วนความผิดสังฆาทิเสสนั้นต้องอยู่ปริวาสกรรม เพื่อให้สำนึกต่อความผิดที่กระทำลงไป ส่วนความผิดที่เหลือจะต้องปลงอาบัติ (ประกาศยอมรับและรับคำสั่งสอนอบรม) ต่อผู้ที่มีพรรษาสูงกว่า

ศีล 331 ข้อของภิกษุณี มีดังต่อไปนี้
ปาราชิก มี 8 สิขาบท
  1. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวผู้ (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
  2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)
  3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน)หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์
  4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)
  5. นางภิกษุณีมีความกำหนัดยินดีการลูบ, การคลำ, การจับ, การต้อง, การบีบ, ของชายผู้มีความกำหนัด เบื้องบนตั้งแต่ใต้รากขวัญ 1 ลงไป เบื้องต่ำตั้งแต่เข่าขึ้นมา
  6. นางภิกษุณีรู้ว่านางภิกษุณีอื่นต้องอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตนเอง ไม่บอกแก่หมู่คณะ ต้องอาบัติปาราชิก.
  7. นางภิกษุณีประพฤติตามภิกษุที่สงฆ์สวดประกาศยกเสียจากหมู่ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืน ไม่ทำตนให้เป็นสหายกับพระธรรม พระวินัย คำสอนของพระศาสดา. นางภิกษุณีนั้น อันสงฆ์พึงตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือนชี้แจง ถ้าสวดประกาศครบ 3 ครั้ง ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติปาราชิก.
  8. นางภิกษุณีที่เป็นคณะเดียวกัน 6 รูป ประพฤติตนไม่สมควร มียินดีการจับมือบ้าง การจับชายสังฆาฏิบ้าง ของบุรุษ ยืนกับบุรุษบ้าง พูดจากับเขาบ้าง นัดหมายกับเขาบ้าง ยินดีการมาตามนัดหมายของเขาบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายให้เขาเพื่อเสพอสัทธรรมบ้าง พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาราชิกแก่นางภิกษุณีผู้ประพฤติเช่นนั้น
สังฆาทิเสส มี 17 สิกขาบท
  1. นางภิกษุณีฟ้องความกับคฤหบดี บุตรคฤหบดี ทาส กรรมกร หรือแม้โดยที่สุดกับสมณะนักบวช ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  2. นางภิกษุณีรู้อยู่ รับสตรีซึ่งเป็นโจร อันคนทั้งหลายรู้ว่ามีโทษประหาร ให้อยู่ (ให้บวช) โดยไม่บอกเล่า พระราชา, สงฆ์, คณะ, หมู่, พวก เว้นแต่ผู้ที่สมควร (คือบวชในลัทธิอื่นแล้ว หรือบวชในสำนักนางภิกษุณีอื่นอยู่แล้ว) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  3. นางภิกษุณีแต่ลำพังผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ตาม, ข้ามแม่น้ำก็ตาม, ค้างคืนก็ตาม, ล้าหลังแยกจากหมู่ (ในการเดินทาง) ก็ตาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  4. นางภิกษุณีไม่บอกกล่าวสงฆ์ผู้ทำการ ไม่รู้ฉันทะ (ไม่ได้รับความยินยอม) ของคณะ เปลื้องโทษ นางภิกษุณีที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่ ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสนา ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  5. นางภิกษุณีมีความกำหนัด รับของเคี้ยวของฉันจากมือบุรุษผู้มีความกำหนัด ด้วยมือของตนมาเคี้ยว มาฉัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  6. นางภิกษุณีผู้พูดจูงใจให้ย่อหย่อนพระวินัยต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  7. ห้ามกล่าวาจา บอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เมื่อโกรธเคือง และเมื่อกล่าวไปแล้ว ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ 3 ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  8. ห้ามติเตียนภิกษุณีว่านางภิกษุณีทั้งหลาย ลุแก่อคติ 4 และให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ 3 ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  9. ห้ามรวมกลุ่มกันประพฤติเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดความชั่วของกันและกันและให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ 3 ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  10. ห้ามนางภิกษุณี กล่าวกะนางภิกษุณีที่ถูกสงฆ์สวดประกาศตักเตือนถ้ามีใครขืนทำ ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน ถ้าไม่ฟัง ให้สวดประกาศเตือน ครบ 3 ครั้งแล้ว ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
  11. ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ
  12. แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
  13. แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
  14. ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
  15. เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน
  16. เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง
  17. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 สิขาบท
  1. ห้ามสะสมบาตร
  2. ห้ามอธิษฐานจีวรนอกกาลและแจกจ่าย
  3. ห้ามชิงจีวรคืนเมื่อแลกเปลี่ยนกันแล้ว
  4. ห้ามขอของอย่างหนึ่งแล้วขออย่างอื่นอีก
  5. ห้ามสั่งซื้อของกลับกลอก
  6. ห้ามจ่ายของผิดวัตถุประสงค์เดิม
  7. ห้ามขอของมาจ่ายแลกของอื่น
  8. ห้ามพูดติเตียนเมื่อถูกลงโทษโดยธรรม
  9. ห้ามขอของของคณะมาจ่ายแลกของอื่น
  10. ห้ามขอของบุคคลมาจ่ายแลกของอื่น
  11. ห้ามขอผ้าห่มหนาวเกินราคา
  12. ห้ามขอผ้าห่มฤดูร้อน เกินราคา
  13. เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน
  14. อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว
  15. เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด 1 เดือน
  16. ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย
  17. รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป
  18. พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม
  19. พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย
  20. ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า 3 ครั้ง
  21. รับเงินทอง
  22. ซื้อขายด้วยเงินทอง
  23. ซื้อขายโดยใช้ของแลก
  24. ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน 5 แห่ง
  25. เก็บเภสัช 5 (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ไว้เกิน 7 วัน
  26. แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด 1 เดือนก่อนหน้าฝน
  27. ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง
  28. ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
  29. กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น
  30. น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน
ปาจิตตีย์ มี 166 สิขาบท
  1. ห้ามฉันกระเทียม
  2. ห้ามนำขนในที่แคบออก ที่แคบได้แก่ ขนรักแร่ และช่องให้กำเนิด
  3. ห้ามใช้ฝ่ามือตบกันด้วยความกำหนัด
  4. ห้ามใช้สิ่งที่ทำด้วยยางไม้
  5. ห้ามชำระ (ช่องให้กำเนิด) ลึกเกิน 2 ข้อนิ้ว
  6. ห้ามเข้าไปยืนถือน้ำและพัดในขณะที่ภิกษุกำลังฉัน
  7. ห้ามทำการหลายอย่างกับข้าวเปลือกดิบ
  8. ห้ามทิ้งของนอกฝานอกกำแพง
  9. ห้ามทิ้งของเช่นนั้นลงบนของเขียวสด
  10. ห้ามไปดูฟ้อนรำขับร้อง
  11. ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่มืด
  12. ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่ลับ
  13. ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่แจ้ง
  14. ห้ามทำเช่นนั้นในที่อื่นอีก
  15. ห้ามเข้าบ้านผู้อื่นแล้วเวลากลับไม่บอกลา
  16. ห้ามนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของบ้านก่อน
  17. ห้ามปูลาดที่นอนในบ้านโดยไม่บอกเจ้าของบ้าน
  18. ห้ามติเตียนผู้อื่นไม่ตรงกับที่ฟังมา
  19. ห้ามสาปแช่งด้วยเรื่องนรกหรือพรหมจรรย์
  20. ห้ามทำร้ายตัวเองแล้วร้องไห้
  21. ห้ามเปลือยกายอาบน้ำ
  22. ห้ามทำผ้าอาบน้ำยาวใหญ่เกินประมาณ
  23. ห้ามพูดแล้วไม่ทำ
  24. ห้ามเว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน 5 วัน
  25. ห้ามใช้จีวรสับกับของผู้อื่น
  26. ห้ามทำอันตรายลาภจีวรของสงฆ์
  27. ห้ามยับยั้งการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม
  28. ห้ามให้สมณจีวรแก่คฤหัสถ์หรือนักบวช
  29. ห้ามทำให้กิจการชะงักด้วยความหวังลอย ๆ
  30. ห้ามคัดค้านการเพิกถอนกฐินที่ถูกธรรม
  31. ห้ามนอนบนเตียงเดียวกันสองรูป
  32. ห้ามใช้เครื่องปูลาดและผ้าห่มร่วมกันสองรูป
  33. ห้ามแกล้งก่อความรำคาญแก่นางภิกษุณี
  34. ห้ามเพิกเฉยเมื่อศิษย์ไม่สบาย
  35. ห้ามฉุดคร่านางภิกษุณีออกจากที่อยู่
  36. ห้ามคลุกคลีกับคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี
  37. ห้ามเดินทางเปลี่ยวตามลำพัง
  38. ห้ามเดินทางเช่นนั้นนอกแว่นแคว้น
  39. ห้ามเดินทางภายในพรรษา
  40. ห้ามอยู่ประจำที่เมื่อจำพรรษาแล้ว
  41. ห้ามไปดูพระราชวังและอาคารอันวิจิตร เป็นต้น
  42. ห้ามใช้อาสันทิและบัลลังก์
  43. ห้ามกรอด้าย
  44. ห้ามรับใช้คฤหัสถ์
  45. ห้ามรับปากแล้วไม่ระงับอธิกรณ์
  46. ห้ามให้ของกินแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ด้วยมือ
  47. ห้ามใช้ผ้านุ่งสำหรับผู้มีประจำเดือนเกิน ๓ วัน
  48. ห้ามครอบครองที่อยู่เป็นการประจำ
  49. ห้ามเรียนติรัจฉานวิชชา
  50. ห้ามสอนติรัจฉานวิชชา
  51. ห้ามเข้าไปในวัดที่มีภิกษุโดยไม่บอกล่วงหน้า
  52. ห้ามด่าหรือบริภาษภิกษุ
  53. ห้ามบริภาษภิกษุณีสงฆ์
  54. ห้ามฉันอีกเมื่อรับนิมนต์หรือเลิกฉันแล้ว
  55. ห้ามพูดกีดกันภิกษุณีอื่น
  56. ห้ามจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
  57. ห้ามการขาดปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย
  58. ห้ามการขาดรับโอวาทและการขาดการอยู่ร่วม
  59. ห้ามการขาดถามอุโบสถและการไปรับโอวาท
  60. ห้ามให้บุรุษบีบฝี ผ่าฝี เป็นต้น
  61. ห้ามให้บวชแก่หญิงมีครรภ์
  62. ห้ามให้บวชแก่หญิงที่ยังมีเด็กดื่มนม
  63. ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาซึ่งศึกษายังไม่ครบ 2 ปี
  64. ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาที่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ
  65. ห้ามให้บวชแก่หญิงที่มีสามีแล้ว แต่อายุยังไม่ถึง 12
  66. ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นอายุครบ 12 แล้ว แต่ยังมิได้ศึกษา 2 ปี
  67. ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นที่ศึกษา 2 ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ
  68. ห้ามเพิกเฉยไม่อนุเคราะห์ศิษย์ที่บวชแล้ว
  69. ห้ามนางภิกษุณีแยกจากอุปัชฌายะ คือไม่ติดตามครบ 2 ปี
  70. ห้ามเพิกเฉยไม่พาศิษย์ไปที่อื่น
  71. ห้ามให้บวชแก่หญิงสาวที่อายุไม่ครบ 20 ปี
  72. ห้ามบวชหญิงที่อายุครบ แต่ยังมิได้ศึกษาครบ 2 ปี
  73. ห้ามบวชหญิงที่ศึกษาครบ 2 ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ
  74. ห้ามเป็นอุปัชฌาย์เมื่อพรรษาไม่ครบ 12
  75. ห้ามเป็นอุปัชฌาย์โดยที่สงฆ์มิได้สมมติ
  76. ห้ามรับรู้แล้วติเตียนในภายหลัง
  77. ห้ามรับปากว่าจะบวชให้ แล้วกลับไม่บวชให้
  78. ห้ามรับปากแล้วไม่บวชให้ในกรณีอื่น
  79. ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่ประพฤติไม่ดี
  80. ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต
  81. ห้ามทำกลับกลอกในการบวช
  82. ห้ามบวชให้คนทุกปี
  83. ห้ามบวชให้ปีละ 2 คน
  84. ห้ามใช้ร่มใช้รองเท้า เว้นแต่จะไม่สบาย
  85. ห้ามไปด้วยยาน เว้นแต่ไม่สบาย
  86. ห้ามใช้ผ้าหยักรั้ง
  87. ห้ามใช้เครื่องประดับกายสำหรับหญิง
  88. ห้ามอาบน้ำหอมและน้ำมีสี
  89. ห้ามอาบน้ำด้วยแป้งงาอบ
  90. ห้ามให้นางภิกษุณีทาน้ำมันหรือนวด
  91. ห้ามให้นางสิกขามานาทาน้ำมันหรือนวด
  92. ห้ามให้สามเณรีทาน้ำมันหรือนวด
  93. ห้ามให้นางคหินีทาน้ำมันหรือนวด
  94. ห้ามนั่งหน้าภิกษุโดยไม่บอกก่อน
  95. ห้ามถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส
  96. ห้ามเข้าบ้านโดยไม่ใช้ผ้ารัดหรือผ้าโอบ
  97. ห้ามพูดปด
  98. ห้ามด่า
  99. ห้ามพูดส่อเสียด
  100. ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน
  101. ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน(ผู้ไม่ใช้ภิกษุณี)เกิน 3 คืน
  102. ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง
  103. ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง
  104. ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช
  105. ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช
  106. ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
  107. ห้ามทำลายต้นไม้
  108. ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน
  109. ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ
  110. ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
  111. ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ
  112. ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน
  113. ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์
  114. ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน
  115. ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน 3 ชั้น
  116. ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน
  117. ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 3 มื้อ
  118. ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม
  119. ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 3 บาตร
  120. ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล
  121. ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
  122. ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน
  123. ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
  124. ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน 2 คน
  125. ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง)
  126. ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม
  127. ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา
  128. ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้
  129. ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป
  130. ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน
  131. ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ
  132. ห้ามดื่มสุราเมรัย
  133. ห้ามจี้ภิกษุ
  134. ห้ามว่ายน้ำเล่น
  135. ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย
  136. ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว
  137. ห้ามติดไฟเพื่อผิง
  138. ห้ามอาบน้ำบ่อยๆ เว้นแต่มีเหตุ
  139. ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม
  140. วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน
  141. ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
  142. ห้ามฆ่าสัตว์
  143. ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์
  144. ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (คดีความ-ข้อโต้เถียง) ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว
  145. ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน
  146. ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน 3 ครั้ง)
  147. ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
  148. ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
  149. ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว
  150. ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท
  151. ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์
  152. ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
  153. ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
  154. ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล
  155. ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
  156. ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
  157. ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน
  158. ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ
  159. ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง
  160. ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
  161. ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่
  162. ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์
  163. ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ
  164. ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น
  165. ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ
  166. ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ
ปาฏิเทสนียะ 8 สิกขาบท
  1. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค เนยใส
  2. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำมัน
  3. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำผึ้ง
  4. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำอ้อย
  5. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค ปลา
  6. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภคเนื้อ
  7. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค นม
  8. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค นมสด
เสขิยะ 75 สิขาบท แบ่งเป็น สารูป 26 โภชนปฏิสังยุตต์ 30 ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ 16 และ ปกิณสถะ 3 ดังนี้
สารูป 26 สิขาบท
  1. นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)
  2. ห่มให้เป็นปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน)
  3. ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
  4. ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
  5. สำรวมด้วยดีไปในบ้าน
  6. สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
  7. มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่)
  8. มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน
  9. ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
  10. ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน
  11. ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน
  12. ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน
  13. ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน
  14. ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน
  15. ไม่โคลงกายไปในบ้าน
  16. ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน
  17. ไม่ไกวแขนไปในบ้าน
  18. ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน
  19. ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน
  20. ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน
  21. ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน
  22. ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน
  23. ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน
  24. ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน
  25. ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน
  26. ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน
โภชนปฏิสังยุตต์ 30 สิกขาบท
  1. รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
  2. ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร
  3. รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป)
  4. รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร
  5. ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ
  6. ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร
  7. ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)
  8. ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป
  9. ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
  10. ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก
  11. ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้
  12. ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ
  13. ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
  14. ทำคำข้าวให้กลมกล่อม
  15. ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง
  16. ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน
  17. ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก
  18. ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก
  19. ไม่ฉันกัดคำข้าว
  20. ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
  21. ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง
  22. ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว
  23. ไม่ฉันแลบลิ้น
  24. ไม่ฉันดังจับๆ
  25. ไม่ฉันดังซูดๆ
  26. ไม่ฉันเลียมือ
  27. ไม่ฉันเลียบาตร
  28. ไม่ฉันเลียริมฝีปาก
  29. ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
  30. ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน
ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ 16 สิขาบท
  1. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
  2. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
  3. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ
  4. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
  5. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้)
  6. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
  7. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
  8. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
  9. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
  10. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
  11. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
  12. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุณีอยู่บนแผ่นดิน
  13. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุณี
  14. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุณียืน
  15. ภิกษุณีเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
  16. ภิกษุณีเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง
ปกิณสถะ 3 สิขาบท
  1. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
  2. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว
  3. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ
อธิกรณสมถะ 7 สิขาบท
  1. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)
  2. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ
  3. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
  4. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
  5. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
  6. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
  7. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป
เนื่องจากการบวชภิกษุณีนั้นต้องกระทำการบวชจากทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ ต้องบวชจากฝ่ายภิกษุณีก่อน จากนั้นจึงจะได้รับการบวชจากฝ่ายพระภิกษุอีกครั้ง แต่เนื่องจากภิกษุณีนั้นได้ขาดการรับช่วงมานานแล้ว (หมายถึงไม่มีภิกษุณีบนโลกนี้มานานแล้ว) ทำให้ไม่สามารถรับการบวชทั้งสองฝ่ายได้ ดังนั้นตามพระวินัยแล้วจึงไม่สามารถบวชภิกษุณีได้อีกต่อไป ทำให้คณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับการมีอยู่ของภิกษุณีในปัจจุบัน ส่วนภิกษุณีที่เห็นอยู่ในประเทศไทยนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับการบวชมาจากประเทศศรีลงกา ไม่ได้บวชในประเทศไทย